Categories
Sport

“ยีมาโจไป สวาทแคทรอดหวุดหวิด”  

สรุปผลงาน โคราช ในเลกที่ 2 ฤดูกาล 2021/22

การทำงานของโค้ชโจ ธีรศักดิ์ โพธิ์อ้นนครราชสีมา มาสด้า เอฟซี ดูเหมือนจะมั่นคงและไม่มีอะไรมาหักเก้าอี้ตัวนี้ได้ง่ายๆ แต่เมื่อบอร์ดบริหารเปลี่ยนมือมาเป็น วรวีร์ มะกูดี อดีตนายกสมาคมฟุตบอลผู้ฉาวโฉ่ สถานการณ์ในแคมป์สวาทแคทก็เปลี่ยนไป กระนั้นทางฝั่งผู้บริหารก็ไม่ได้คิดจะขับไล่โค้ชโจออกไปในทันที แต่อาศัยช่วงที่ผลงานแพ้ติดต่อกันอันเชิญให้ออกในยามวิกฤต สุดท้ายยังดีที่โคราชยังไว้ลายและอยู่รอดในลีกสูงสุด

      ผลงานในเลกแรกของ นครราชสีมา ไม่ย่ำแย่ แต่ก็มีการเสริมทัพเข้ามา โดยเฉพาะในโควต้าต่างชาติอย่าง ชาร์ลี คลัฟ ที่เข้ามายืนคู่กับ เฉลิมพงษ์ ในตำแหน่งกองหลัง และ ชินทาโร่ ที่เข้ามาช่วยเกมแดนกลางของทีม แล้วในทันทีที่เลก 2 เริ่มขึ้น การเสริมตัวต่างชาติดังกล่าว ก็ช่วยเสริมสร้างให้ทีมแข็งแกร่งขึ้น กระทั่งผลงานของทีมดูจะไม่ปัญหากับการหนีตาย แต่อย่างไรเสีย เกมที่เปิดบ้านพบกับ พีที ประจวบ แล้วแพ้เพราะพิษกรรมการ 2-3 ก็ได้กลายเป็นจุดเปลี่ยนให้โคราช กลายเป็นอีกทีมที่พร้อมจะแพ้คู่แข่งทุกนัด

การไม่ชนะใคร 7 นัดติดต่อกัน ได้ทำให้บอร์ดบริหารเรียกโค้ชโจ เข้าไปพบ แล้วได้มีการประกาศลาออกในช่วงเย็น ซึ่งการเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาแบบนี้นับเป็นอะไรที่เสี่ยงอย่างยิ่ง แล้วมันก็ยิ่งเสี่ยงขึ้นไปอีกกับการเอากุนซือชาวอังกฤษที่ร้างการทำงานไปนานอย่าง เควิน แบ็คเวลล์ เข้ามาแทน อีกทั้งกุนซือวัยเฒ่าผู้นี้ก็ไม่เคยมีประสบการณ์กับฟุตบอลไทยมาก่อน ทำให้ไม่แปลกนักที่สวาทแคทจะต้องหนีตกชั้นแบบเต็มตัว กระทั่งเกมนัดสำคัญที่ชนะ ราชบุรี 1-0 กับบุกไปตบ ชลบุรี 1-2 ก็ได้กลายเป็นจุดเปลี่ยนให้พวกเรารอดตายแบบทันเวลา

      การจบอันดับที่ 11 ด้วยการมีคะแนนห่างจากโซนแดง 7 แต้ม อาจมองได้ว่าผลงานเป็นไปตามเป้าหมาย กระนั้นหากเจาะลึกลงไป นครราชสีมา มาสด้า เอฟซี ควรไปลุ้นอันดับกลางตารางเสียด้วยซ้ำ หากแต่พวกเขาไปเจอเกมสุดช็อตกับ ประจวบ แล้วจากนั้นเหมือนมรสุมรุมเร้าจนไม่ชนะใครถึง 7 เกม แถมบอร์ดบริหารก็เพิ่มความเสี่ยงด้วยการดึงโค้ชที่ไม่ได้ทำงานมานานและไม่เคยมีประสบการณ์กับฟุตบอลไทยมาคุมทีมเสียอย่างนั้น อย่างไรเสียมันยังดีที่พวกเขารวมพลังฮึดสุดท้าย แล้วสามารถคว้าชัยในเกมแห่งฤดูกาลจาก ราชบุรี และ ชลบุรี มาได้ ทำให้สุดท้ายยังได้อยู่ในลีกสูงสุดต่อ

ติดตาม ข่าวSport ในทุกสัปดาห์ได้ที่ tarutaofc.com

FB : Sport lover

Categories
Sport

“จงอางผยอง สายคอนเทนต์”  

ผลงาน ขอนแก่น ในเลกที่ 2 ฤดูกาล 2021/22

ขอนแก่น ยูไนเต็ด ประสบความสำเร็จขั้นเล็กๆด้วยผลงานที่จบอันดับกลางค่อนท้ายของตาราง ซึ่งหากย้อนกลับไปในช่วงต้นฤดูกาล พวกเขาถูกมองว่าเป็นเต็งที่จะต้องหนีตกชั้นเสียด้วยซ้ำ แต่ด้วยการเสริมทัพที่เพียงพอ แถมได้ตัวต่างชาติชั้นดีอย่าง ฮิบสัน เมโล่ มันก็ช่วยให้เกมรุกของพวกเขามีความอันตรายและสามารถยิงประตูได้อย่างมากมายตามไปด้วย

      แม้ว่า ขอนแก่น จะมีผลงานที่ดีใน 15 นัดแรก แต่ก็ไม่ประมาทที่จะเสริมตัวผู้เล่น โดยเฉพาะการคว้า โรมูโล่ เข้ามายืนคู่กับ เมโล่ ในแดนหน้า ซึ่งตรงนี้ถือเป็นการเสริมที่ชาญฉลาด เพราะตลอดเลกแรกที่ผ่านมา เมโล่ ต้องยืนหน้าเป้าอย่างโดดเดี่ยว แล้วเมื่อไรที่ไม่ได้ลงสนามผลงานของทีมก็ทรุดลงไปทันตาเห็น กระนั้นการเข้ามาของดาวเตะชาวบราซิล มันก็เป็นผลให้ จักรกริช พาละพล ต้องนั่งสำรองมากขึ้น

ในเรื่องของทรงสำหรับ ขอนแก่น ไม่ได้มีความเปลี่ยนแปลงไปจากเลกแรก นั่นคือ การตั้งเกมรับให้เหนียวแน่นในระบบ 3-5-2 จากนั้นเมื่อได้โต้กลับก็จะทำเร็วเพื่อส่งบอลให้ 2 กองหน้า ไปชงไปแต่งและยิงกันตามสบาย ซึ่งนั่นก็เป็นผลให้พวกเขาได้แต้มแบบไม่ขาดสาย กระทั่งท้ายกลายเป็นทีมที่รอดตายอย่างรวดเร็ว กระนั้นหากพูดถึงเกมดราม่าของศึกรีโว่ไทยลีก โดยเอาเฉพาะแค่เลกที่ 2 จงอางผยองถือเป็นตัวแถวหน้าที่มีซีนข้องเกี่ยว ไล่ตั้งแต่ การแจก 3 จุดโทษ และ 1 แดง ในเกมที่ฝ่าสายฝนชนะ เมืองทอง 2-1 ซึ่งในเกมนั้นได้สร้างอารมณ์โกรธแค้นแก่แฟนกิเลนผยองพอสมควร ขณะที่เกมที่ยันเสมอ บุรีรัมย์ 0-0  ก็ได้สร้างความผิดหวังแก่ปราสาทสายฟ้าที่ไม่สามารถคว้าแชมป์ลีกได้เสียที แต่ด้วยความดีใจและยั่วยวนอารมณ์ จนมีการขว้างบอลใส่และโห่ไล่ อุ้ม ธีราทร ก็ได้กลายเป็นกระแสเดือดในโซเชียลอีกคำรบ

      การจบอันดับที่ 10 ในฤดูกาลแรกบนลีกสูงสุดของ ขอนแก่น ยูไนเต็ด ถือเป็นผลงานที่น่าชื่นใจสำหรับบอร์ดบริหาร ที่ฝ่าฟันวิกฤตทีมโดนแบน พร้อมกับเริ่มต้นใหม่จากลีกล่างจนถึงลีกสูงสุดในตอนนี้ แต่กระนั้นก็ต้องไม่ลืมอาถรรพ์ second season syndrome ที่มักตามมาหลอกหลอนทีมน้องใหม่ที่มีผลงานพุ่งกระฉูดในซีซั่นแรก ให้ดิ่งดับและสูญสลายเมื่อเข้าสู่ฤดูกาลที่ 2 ซึ่งจงอางผยองอาจเป็นเหยื่อรายต่อไปก็เป็นได้ อย่างไรเสียหากพวกเขามีการเตรียมทีมที่ดี มีการเสริมตัวผู้เล่นทั้งไทยและต่างชาติที่ถูกจุด อาถรรพ์ที่กล่าวก็จะไม่ก้าวเข้ามาหาอย่างแน่นอน

ติดตาม ข่าวSport ในทุกสัปดาห์ได้ที่ tarutaofc.com

FB : Sport lover

Categories
Sport

“ซุปตาร์ร้อยล้าน ผลงานกลางตาราง”

สรุปผลงาน การท่าเรือ ในเลกที่ 2 ฤดูกาล 2021/22

การท่าเรือ เอฟซี การดึงโค้ชโอ่งเข้ามาทำทีม สุดท้ายผลงานไม่เป็นไปตามคาด ทำให้ต้องแยกทางและดึงคนคุ้นเคยอย่างโค้ชอู๊ดขึ้นมาอีกครั้ง แล้วดันทำผลงานได้ดีกับการคว้าชัย 3 นัดรวดก่อนปิดเลกแรก ซึ่งตรงนี้ทำให้มาดามแป้งเลือกใช้โค้ชอู๊ดและไม่หาโค้ชใหม่เข้ามาแทน แต่สุดท้ายก็เข้าอีหรอบเดิม คือ ผลงานย่ำแย่จนต้องแยกทาง

สรุปผลงาน การท่าเรือ เอฟซี ในเลกที่ 2 ฤดูกาล 2021/22 ในเลกที่ 2 เลือกที่จะแต่ตั้งให้ สระราวุฒิ กลับเข้ามารับตำแหน่งเฮดโค้ชภาค 2 เพราะจากผลงานก่อนปิดเลกที่ชนะ 3 นัดรวด แบบไม่เสียประตู มันได้สะกิดให้มาดามแป้งเบาใจและไม่อยากหาโค้ชใหม่ให้เสียเวลา นอกจากนี้ทีมได้เสริมทัพนักเตะใหม่ด้วยการดึงเจ้าตอง กวินทร์ แบบยืมตัวจาก โอเฮช ลูเวิน เพื่อให้ตำแหน่งนายทวารมีการแข่งขันที่สูงยิ่งขึ้น ส่วนแนวรุกก็จัดหนักจัดเต็มด้วยการดึง เจนภพ โพธิ์ขี ที่โชว์ฟอร์มยิงกระจายในเครื่องแบบ โปลิศ เทโร กับ อดิศักดิ์ ไกรษร ที่การสวมเสื้อแสดน้ำเงินน่าจะช่วยเรียกวิญาณความเป็นเพชฌฆาตให้กลับมาได้  ในทางกลับกัน คู่แฝดทิตาธร-ทิตาวี คือ 2 นักเตะที่ย้ายทีมออกไปเพื่อโอกาสการลงสนามที่มากขึ้น  

การทำงานคำรบ 2 ของโค้ชอู๊ด ไม่ได้มีความแตกต่างไปจากภาคแรก ที่เริ่มต้นดีและค่อยๆดรอปลง แต่ในรอบนี้อาจหนักกว่าตรงที่บอลถ้วยทั้ง 2 รายการ ตกรอบอย่างรวดเร็ว แถมในถ้วยลีกคัพก็พ่ายแพ้ต่อทีมรองบ่อนจากไทยลีก 3 ขณะที่เกมลีกก็โชว์ผลงานงามหน้าด้วยการพ่ายคาบ้านแก่บ๊วยของตารางอย่าง เชียงใหม่ กระทั่งเกมที่บุกไปพ่าย บุรีรัมย์ ได้กลายเป็นเกมสุดท้ายของโค้ชอู๊ด นั่นจึงทำให้มาดามแป้ง เลือกดันโค้ชแขก วีรยุทธ์ เข้ามา แต่การเปิดตัวก็สร้างคอนแทนต์ด้วยการคาบ้านต่อ สมุทรปราการ ที่ไม่ชนะใครมายาวนาน สุดท้ายก่อนปิดซีซั่น ได้มีการเปลี่ยนกุนซือมาเป็น จเด็จ มีลาบ พร้อมกับการแจ้งเกิดของ วิลเลี่ยม และ ธีรศักดิ์

      จากเม็ดเงินที่ลงทุนไปกับผลงานที่ได้รับกลับมา ถือว่าสวนทางกันอย่างสิ้นเชิง เพราะการลงทุนแบบมหาศาลเพื่อดึงนักชื่อดังมาอยู่กับทีม มันไม่ตอบโจทย์ต่อความต้องการที่ทีมอยากได้  นั่นจึงทำให้โค้ชจัดทีมได้ลำบาก อีกทั้งการก้าวก่ายจากเจ้าของ มันก็ไม่แปลกนักที่ทีมจะไม่เดินหน้าไปไหน สุดท้ายตัวแห่งความหวังดันกลายเป็นเด็กกรอกวัยคะนองไปเสีย

ติดตาม ข่าวSport ในทุกสัปดาห์ได้ที่ tarutaofc.com

FB : Sport lover

Categories
Sport

“อ้นไทม์พาอยู่รอด”  

สรุปผลงาน โปลิศ เทโร ในเลกที่ 2 ฤดูกาล 2021/22

ผลงานในเลกแรกของ โปลิศ เทโร เอฟซี ถือว่าสอบผ่านหากดูจากสภาพทีมที่มีผู้เล่นจำกัดจำเขี่ย กระนั้นก่อนเริ่มเลกที่ 2 ทีมต้องเสียนักเตะฟอร์มแรงอย่าง เจนภพ โพธิ์ขี ไปให้กับ การท่าเรือเอฟซี ทำให้อาวุธในเกมรุกถูกลดทอนลงไป ขณะที่นักเตะขาเข้า ก็ล้วนแต่เป็นตัวชราภาพจากลีกรองและตัวยืมจากทีมใหญ่ที่ไม่ใช้งาน

      โปลิศ เทโร เปิดหัวเลกสองแบบไม่ร้อนแรงนัก แต่พอถึงนัดที่พบกับ บุรีรัมย์ ก็ได้สร้างความแสบทรวงด้วยการแบ่งแต้ม จากนั้นก็เริ่มแผงฤทธิ์ใส่ ชลบุรี และ บีจี ปทุม ในเกมฟุตบอลถ้วย ซึ่งในช่วงนั้นการคว้าแต้มอย่างต่อเนื่องมันมีผลให้การหนีตายแทบไม่ต้องกังวล กระนั้นพอหมดช่วงฟอร์มพีค มังกรโล่เงินก็เริ่มดรอปลงและไม่ชนะใครยาวนาน กระทั่งเกมแห่งฤดูกาลกับ สุพรรณบุรี พวกเขาสามารถล้วง 3 แต้ม ออกมาในวินาทีสุดท้ายของเกม แล้วจุดนั้นมันส่งผลให้ลูกทีมของโค้ชอ้นรอด ส่วนผู้แพ้ก็ตกชั้นลงไปเป็นที่เรียบร้อย

การคว้า เรียว มัตซึมูระ มาจาก บีจี ปทุม ยูไนเต็ด ถือเป็นการเสริมทัพที่ตรงจุด เพราะด้วยความเร็วทางด้านข้างของตัวเอง มันได้ช่วยให้กองหน้าไม่ต้องเหนื่อยลงมาล้วงบอล แต่อย่างไรเสียทรงเกมรุกของทีมก็ยังไม่มีรูปแบบที่ชัดเจน นอกเสียจากพึ่งพาความสามารถส่วนบุคคล ขณะที่นายทวารวัยเก๋าอย่าง สินทวีชัย ก็ได้ขนประสบการณ์ทั้งหมดมาช่วยทีม กระนั้นสังขารที่ไม่เอื้ออำนวย มันก็เป็นผลให้ปฏิกิริยาเซฟมีความเชื่องช้าลงไปตามสภาพ ส่วนนักเตะที่แจ้งเกิดขึ้นมาอีกคำรบ คงหนีไม่พ้น เฉลิมศักดิ์ อัคขี ที่ฟอร์มติดตาจน มาโน่ ต้องเรียกไปติดทีมชาติ เช่นเดียวกับ อาทิตย์ บุตรจินดา ที่ฟอร์มลุ่มๆดอนๆมานาน สุดท้ายสามารถปล่อยของและความแสบทรวงใส่คู่แข่งได้หลายนัด

      ผลงานในเลกที่ 2 ของ โปลิศ เทโร เอฟซี อยู่รอดแบบไม่ต้องลุ้นถึงนัดสุดท้ายก็จริง แต่จากทรงบอลตลอดฤดูกาลที่ผ่าน ถือว่าไม่มีรูปแบบที่ชัดเจนให้เป็นภาพจำได้ โดยเฉพาะเกมรุกที่เน้นความสามารถมากกว่าระบบ ฉะนั้นหากฤดูกาลหน้าจะยึดทรงบอลแบบนี้ ก็จำเป็นต้องหาผู้เล่นในจำพวกไปกับบอลได้ดีและมีความเร็ว กระนั้นการเก็บตัวผู้เล่นคนสำคัญก็เป็นเรื่องที่สำคัญไม่แพ้กัน เพราะหากปล่อยเยอะและซื้อน้อย หรือซื้อของไม่ดีมา เป้าหมายที่จะอยู่รอดก็จะยากยิ่งขึ้นไปอีก

ติดตาม ข่าวSport ในทุกสัปดาห์ได้ที่ tarutaofc.com

FB : Sport lover

Categories
Sport

“รับถ้วยแบบกร่อยๆ”

สุพรรณบุรี  แสบก่อนร่วง เฉือน บุรีรัมย์ 2-1 ปิดท้ายวันรับถ้วย

ศึกฟุตบอลรีโว่ไทยลีก นัดที่ 30 หรือนัดปิดฤดูกาล ณ สนามกีฬากลางจังหวัดสุพรรณบุรี สุพรรณบุรี เอฟซี ที่ตกชั้นอย่างเป็นทางการแล้วก่อนหน้านี้ จะได้เล่นสั่งลาลีกสูงสุดกับ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด แชมป์ไทยลีกประจำปีนี้ ที่มารอรับถ้วยหลังจบเกมส์ สำหรับผังการเล่นของทั้ง 2 ทีม เจ้าบ้านใช้ 3-4-3 ส่วนทีมเยือนเป็น 4-4-2 เหมือนเดิม

หลังจากบอลเขี่ยเริ่มเล่นไปได้แค่ 2 นาที สุพรรณบุรี ขึ้นนำ 1-0 แบบสุดเซอร์ไพรส์ โดยจังหวะนี้เป็นการออกบอลยาวจาก เนโต้ ให้ วิลเลี่ยม ได้ลากไปเรื่อยๆ แล้วจัดการยิงไปที่เสาไกล ซึ่งความผิดพลาดของทีมเยือน คือ ศศลักษณ์ ที่ถอยเยอะและเสียหลัก แถมตัวที่อยู่ข้างเคียงก็เข้ามาช้า มิหนำซ้ำ นพพล ก็ควรจะปัดได้ หากดูจากน้ำหนักและทิศทาง 

บุรีรัมย์ เสียประตูเร็ว แต่ก็เดินเกมรุกตามแผนที่วางมา ซึ่งได้เห็นถึงการโจมตีที่มีมิติทางฝั่งซ้าย คือ หากบอลอยู่กับตัวริมเส้น จะหาโอกาสเปิดไปหน้าประตู ส่วนถ้าบอลอยู่กับตัวปีกด้านใน ก็จะแทงให้ 2 กองหน้าได้วิ่งทะลุไลน์ จนสร้างโอกาสและควรยิงได้ 2-3 ประตูด้วยซ้ำ ถ้ายิงได้เฉียบคมกว่านี้ ขณะที่ สุพรรณบุรี สวนกลับแบบนับครั้งได้ แต่การสวนกลับเหล่านั้นค่อนข้างอันตราย เพราะพาบอลมาถึงปากประตูเกือบทุกครั้ง

ครึ่งหลังเริ่มมาได้เพียง 6 นาที สุพรรณบุรี ขึ้นนำ 2-0 จากการวางบอลให้ วิลเลี่ยม ก่อนที่เจ้าตัวจะฝากเพื่อนและรับกลับมาด้วยยิงพุ่งเสียบเสาแรก ซึ่งนี่เป็นอีกครั้งที่แนวรับทีมเยือนเปิดพื้นที่ให้เล่นและผู้รักษาประตูควรพุ่งปัดถึง หลังจากนั้น บุรีรัมย์ ยังคงเดินหน้าต่อ แล้วได้เห็นถึงความแตกต่างตรงการเข้าทำที่เน้นโยนทั้งซ้ายและขวา รวมถึงการจบสกอร์ที่มีประสิทธิภาพ จนมาได้ประตูตีตื้น 2-1 ส่วนในช่วงเวลาที่เหลือ ก็ยังไม่เบาเกมบุก แต่โอกาสทองทั้งหลายดันติดเสาและเซฟของ เนโต้ ทำให้เกมจบลงด้วยสกอร์ 2-1

บทสรุปจากเกม สุพรรณบุรี เอฟซี ยังคงยึดรูปแบบเดิมๆ เพียงแต่ว่าวันนี้มันเข้าทางและได้ผล คือ ให้ วิลเลี่ยม ฉายเดี่ยวและยิงประตู ส่วนรับก็ป้องกันและยื้อไว้ให้มากที่สุด จนสุดท้ายประตูที่เสียนั้นน้อยกว่าประตูที่ยิงได้ ส่วน บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด เกมรับทำหน้าที่ไม่เยอะ แต่มีรอยแผลตลอด ทั้งๆที่แนวรุกคู่แข่งมีเพียงไม่กี่คน ขณะที่เกมรุกคุมทุกอย่างได้หมด ยกเว้นความเฉียบคมที่โยนทิ้งขว้างไปเสียอย่างนั้น  

ติดตาม ข่าวSport ในทุกสัปดาห์ได้ที่ tarutaofc.com

FB : Sport lover

Categories
Sport

“ผลัดกันดี ผลัดกันเด่น”

ชลบุรี 10 ตัวไม่หวั่น ตามเจ๊า ราชบุรี 2-2 เก็บ 1 แต้มกลับบ้าน

ศึกฟุตบอลรีโว่ไทยลีก นัดที่ 29 ในโปรแกรมวันเสาร์ ณ สนามมิตรผล สเตเดี้ยม ราชบุรี มิตรผล เอฟซี ที่รอดพ้นจากการหนีตายแล้ว จะต้องพบกับ ชลบุรี เอฟซี ที่เหลือแค่ทำอันดับให้ดีที่สุดเท่านั้น สำหรับผังการเล่นของทั้ง 2 ทีม เจ้าบ้านและทีมเยือนต่างมาในระบบเดียวกัน คือ 4-2-3-1

      ในช่วง 15 นาทีแรก การบุกของทั้ง 2 ทีมพอมีให้เห็น แต่ไม่หวาดเสียวและอันตราย เพราะการยิงมักห่างจากปากประตู แต่พอเข้าสู่นาทีที่ 16 ราชบุรี มิตรผล ได้ประตูนำก่อน 1-0 โดยในจังหวะนั้นทีมเยือนกำลังเซตบอลอยู่ดีๆ แล้วจ่ายเสียจนโดนฉก จากนั้น ล็องจิล ได้มีพื้นที่แบบมหาศาลในการลากบอล ก่อนจะจ่ายแบบเกือบเบาไปให้ แดร์เลร์ ยิง

      หลังจากเสียประตู ชลบุรี ยังโจมตีทางริมเส้นไม่ค่อยได้ แต่ก็มาได้ประตูตีเสมอ 1-1 จากการชิบบอลข้ามกองหลังเจ้าบ้านให้ คานยุบ พักและยิง โดยจังหวะนี้แนวรับเจ้าบ้านพลาดที่ดักล้ำไม่ดีพอ ส่วน กัมพล ก็พลาดที่เลือกยืนป้องกันและไม่ออกมาปิดมุม ทั้งๆที่คนยิงยืนระยะเผาขนเช่นนั้น จากนั้นสถานการณ์ของ ราชบุรี ย่ำแย่ลงกับการเสียตัวผู้เล่นไป 1 คน ซึ่งเป็นเข้าฟาวล์ที่ไม่มีความจำเป็น     

ครึ่งหลังเริ่มไปได้แค่ 3 นาที ล็องจิล ลากเลี้ยงบอลทางริมเส้น พอเห็น กษิตเดช ว่างหน้ากรอบเขตโทษ ก็จัดการจ่ายและยิงเข้าไปเป็น 2-1 ให้ ราชบุรี  ซึ่งจากการนำเร็วและตัวผู้เล่นน้อยกว่า ถือว่าเป็นการออกสตาร์ท 45 นาทีหลังที่สวยหรู อย่างไรเสียทางฝั่ง ชลบุรี ก็ไม่ยอมและพยายามแก้เกมด้วยการสลับสับเปลี่ยนตำแหน่งของผู้เล่น จนมาได้ประตูตีเสมอ 2-2 จากการ pass and move ระหว่าง มูริลโล่ กับ กฤษดา แล้วจบที่การยิงด้านแคบเข้าไป จากนั้น ฉลามชล ยังคงบุกต่อเนื่อง เพราะตัวผู้เล่นมากกว่า แต่ดันเข้าแดนสุดท้ายไม่ค่อยได้ กลับกันทางฝั่งราชันมังกร ตั้งรับและมีการโต้กลับที่น่ากลัว แต่น็อคไม่สำเร็จเพราะจังหวะสุดท้ายไม่พอดี   

      บทสรุปจากเกม ราชบุรี มิตรผล เอฟซี มีช่วงเวลาที่ดีและแย่สลับกันไป ซึ่งในช่วงเวลาที่แย่มักมีความผิดพลาดส่วนบุคคลเข้ามา ซึ่งสิ่งเหล่านี้ต้องไปติวเป็นรายบุคคล ส่วนทางฝั่ง ชลบุรี เอฟซี พยายามจะตั้งเกมของตัวเองขึ้นมา แต่มีความผิดพลาดจนเสียประตูและต้องตามตีเสมอ ซึ่งหลังจากตีเสมอ 2-2 พวกเขาถึงได้รุกเต็มสูบ แต่ดันเจอรถบัวขวางจนทำอะไรไม่ได้ สุดท้ายจึงได้แต่แต้มเดียว

ติดตาม ข่าวSport ในทุกสัปดาห์ได้ที่ tarutaofc.com

FB : Sport lover

Categories
Sport

“ท็อปโฟร์เริ่มไม่แน่”

เมืองทอง ผิดฟอร์ม พ่ายโคราช 2-0 เปิดช่องลุ้นท็อปโฟร์นัดสุดท้าย

ศึกฟุตบอลรีโว่ไทยลีก นัดที่ 29 ณ สนามเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา นครราชสีมา มาสด้า เอฟซี เล่นในรังเหย้านัดสุดท้ายแบบไม่มีความกดดัน จะต้องพบกับ เมืองทอง ยูไนเต็ด ที่กำลังมีลุ้นอันดับ 4 เพื่อหวังโควตา ACL ที่อาจส้มหล่นมาถึง ฉะนั้นกิเลนผยองจึงจำเป็นที่ต้องเก็บ 3 แต้มให้ได้ สำหรับผังการเล่นของทั้ง 2 ทีม เจ้าบ้านใช้ 4-4-2 ส่วนทีมเยือนเป็น 4-1-4-1

      การแข่งขันเริ่มต้นขึ้น เมืองทอง คุมเกมได้ดีกว่า เพราะสามารถบีบแย่งบอลมาครองได้เรื่อยๆ แต่การโจมตีในแดน 3-4 ทำได้ไม่ถนัดเพราะเจอแนวรับยืนปิดพื้นที่อย่างแน่นหนา กระทั่งการยิงไกลต้องถูกงัดมาใช้ ส่วนทางฝั่ง นครราชสีมา เสียบอลและครองบอลนานๆไม่ได้ ทำให้การโต้กลับมักรีบยิงทันที เพราะกลัวจะเสียและไม่ได้ยิง ขณะที่เกมรับถือว่าเป็นส่วนสำคัญที่สุดที่ช่วยให้สถานการณ์ไม่เป็นรอง เพราะด้วยการยืนที่หนาแน่นและไม่หลุดตำแหน่งง่ายๆ  

ครึ่งหลัง โคราช กล้าเลี้ยงกล้าลุย และกล้าที่จะวางบอลเพื่อวัด ซึ่งนั่นได้เป็นผลให้พวกเขาได้ประตูนำ 1-0 จากการวางบอลยาวในแดนตัวเองไปให้ ชินทาโร่ แล้วตัวที่ประกบอยู่อย่าง ชาติชาย เสียเหลี่ยมและตัดสินใจเตะให้ล้ม ก่อนที่ คาริคารี่ จะยิงเข้าไป ส่วนทางฝั่ง เมืองทอง พอเจอการรับต่ำและยืนแน่นๆ พวกเขาต้องถ่างบอลออกข้างอยู่ตลอด กลับกันพอ โคราช ได้ทำเกมบุกขึ้นมา ก็ได้ประตูทิ้งห่าง 2-0 ซึ่งในจังหวะนี้แนวรับทีมเยือนยืนดักล้ำหน้าพลาด ทำให้ลูกจ่ายทแยงของ ประลอง หลุดทั้งแผง ก่อนที่ อับดุลราฟิค จะเปิดให้ ชินทาโร่ โขกแบบจ่อๆ ขณะที่ 10 นาทีสุดท้าย เมืองทอง ได้บุกแบบจริงจัง ด้วยการแทงและวางบอลไปยังที่ว่างในเขตโทษ แต่พอเข้าแดนสุดท้ายมักตะกุตะกะและไม่ได้ยิง   

      บทสรุปจากเกม นครราชสีมา มาสด้า เอฟซี เป็นรองในช่วงครึ่งแรก พอเข้าสู้ครึ่งหลังพวกเขาเล่นได้ดีขึ้น แล้วมาได้โชคจากความผิดพลาดของคู่แข่ง ทำให้เล่นง่ายและมีความมั่นใจ จนมาได้ประตูทิ้งห่างทุกอย่างก็เข้าล็อคจนคว้า 3 แต้มเป็นผลสำเร็จ กระนั้นก็ต้องไม่ลืมที่จะชื่นชมแนวรับที่ทำหน้าที่ได้ดีเยี่ยม ส่วนทางฝั่ง เมืองทอง ยูไนเต็ด คู่แข่งไม่เปิดพื้นที่ให้ทำเกมโต้กลับเลย ทำให้อาวุธเด็ดที่เป็นจุดแข็งของตัว ไม่สามารถหยิบออกมาใช้ได้ จนกระทั่งความผิดพลาดส่วนบุคคล ซึ่งเป็นคนหน้าเดิมๆและผิดพลาดแบบเดิมๆ มันก็ส่งผลให้พวกเขาเสียประตู สถานการณ์ของพวกเขาก็ยิ่งบาก สุดท้ายพอต้องแลกก็โดนเพิ่มพร้อมกับการบุกที่อ่อนกำลังไปเอง ซึ่งการพ่ายแพ้แบบนี้ถือว่าเสียหาย เพราะการลุ้นท็อปโฟร์ควรปิดจ็อบตั้งแต่เกมนี้

ติดตาม ข่าวSport ในทุกสัปดาห์ได้ที่ tarutaofc.com

FB : Sport lover

Categories
Sport

“กว่าจะยิงได้ ก็สายเกินไป”

สมุทรปราการไล่ไม่ทัน พ่าย เชียงราย 1-2 ร่วงตกชั้นทีมสุดท้าย

ศึกฟุตบอลรีโว่ไทยลีก นัดที่ 30 หรือเกมนัดปิดฤดูกาล ณ สนาม กกท บางพลี สมุทรปราการ ซิตี้ ที่คว้าชัยชนะนัดสำคัญมา 2 เกมรวด ทำให้เกมนัดนี้มีความหมาย เพราะหากพวกเขาชนะ แล้วประจวบแพ้ เขี้ยวสมุทรจะรอดตกชั้นทันที แต่แน่นอนว่าวันนี้ไม่ง่ายแน่ เนื่องจากคู่ต่อกร คือ ลีโอ เชียงราย ยูไนเต็ด ที่ก็ต้องการจบอันดับให้สูงที่สุด เผื่อมีลุ้นส้มหล่นจากโควตา ACL สำหรับผังการเล่นของทั้ง 2 ทีม เจ้าบ้านใช้ 4-4-2 ส่วนทีมเยือนเป็น 3-5-2

      ทันทีที่การแข่งขันเริ่มขึ้น สมุทรปราการ วิ่งเข้าหาบอลทุกจังหวะ แต่ปัญหามันติดตรงที่เมื่อพวกเขาได้ครองบอล มันเป็นการเคาะบอลไปเรื่อยๆแบบไม่รู้จะเข้าทำเมื่อไร แล้วเมื่อเสียบอลก็ไปวิ่งไล่เพรสจนได้คืนมา แล้วก็เล่นในลักษณะซ้ำๆไปเรื่อย กลับกันทางฝั่ง ลีโอ เชียงราย พอเจอการเพรสซิ่งและเข้าหาบอลเร็ว พวกเขาก็มีอาการเต้น โดยเฉพาะเมื่อถึงแดน 3 ที่เน้นยิงไกลทันที กระนั้นพวกเขาได้งัดทีเด็ดลูกฟรีคลิกขึ้นมาใช้ แล้วได้ประตูนำ 0-1 จากเปิดของ เก็ทเดอร์สัน แบบมีแฉลบนิดๆ

ครึ่งหลัง สมุทรปราการ พยายามจะโหมบุกให้หนักขึ้น แต่การเล่นลูก open play มันต้องอาศัยความสามารถเฉพาะตัวถึงจะมีโอกาส แถมมีโอกาสแต่ยิงวืดไป ตรงข้ามจากลูกฟรีคลิก ที่ดูจะเน้นจนโอกาสชัดเจนกว่า แต่ก็ยังติดเซฟ ซึ่งการโหมตรงนี้พอทางฝั่ง เชียงราย สวนกลับ ก็ได้ยิงทิ้งห่าง 0-2 จาก อัครวินท์ ที่ยิงแบบไม่ต้องเซฟ กระนั้นทางฝั่งเขี้ยวสมุทรก็ยังเดินหน้าต่อ แต่กว่าจะมาได้ประตู 1-2 เวลาก็เหลือแค่หลักเศษวินาทีแล้ว  

      บทสรุปจากเกม สมุทรปราการ ซิตี้ ทำเต็มที่ตามที่ศักยภาพตัวเองจะทำได้แล้ว ซึ่งก็ต้องยอมรับว่าขุมกำลังนักเตะไม่สอดคล้องกับวิธีการเล่น ดังจะเห็นได้เมื่อพวกเขาครองบอล แล้วไม่รู้จะสร้างจังหวะเข้าทำอย่างไรเมื่อมีแนวรับยืนเต็มพื้นที่อย่างนี้ นอกจากนี้ในความซวยขั้นสุด พวกเขาต้องมาเสียประตูแบบโชคร้ายและหมดปัญญาจะเซฟอีก ทำให้สุดท้ายต้องพ่ายแพ้และตกชั้นไป ส่วนทางฝั่ง ลีโอ เชียงราย ยูไนเต็ด มีอาการเลั่กลั่กบ้างเมื่อเจอการเพรสซิ่งและเข้าหาบอลเร็ว แต่พอได้ประตูนำ ทุกอย่างก็คลายความกดดันและได้เล่นเกมตามที่ตัวเองถนัด คือ ตั้งรับและโต้กลับ แล้วสุดท้ายก็ปิดจ็อบได้สำเร็จ แม้จะมาเสียประตูในนาทีสุดท้ายของเกม

ติดตาม ข่าวSport ในทุกสัปดาห์ได้ที่ tarutaofc.com

FB : Sport lover

Categories
Sport

“ชัยชนะเหนือบัลลังก์ ที่ผู้คนสาปแช่ง”

บทสรุปของ อีสาน ยูไนเต็ด “ชัยชนะเหนือบัลลังก์ ที่ผู้คนสาปแช่ง”

ข่าวใหญ่ของวงการฟุตบอลไทยในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมานี้ คงไม่มีข่าวไหนจะแรงไปกว่าการตัดสินของศาลสูงสุด ต่อเรื่องสิทธิ์การทำทีมระหว่าง ศรีสะเกษ เอฟซี กับ อีสาน ยูไนเต็ด ซึ่งสุดท้ายแล้วตัดสินให้ อีสาน ยูไนเต็ด เป็นฝ่ายชนะคดี ทำให้นับจากนี้ต้องคืนสิทธิ์ทำทีม มีการชดเชยค่าเสียหายราว 18 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ย

นั่นจึงเท่ากับเป็นการปิดฉากความวุ่นวายทั้งหลายทั้งปวงที่มีมานานเกือบ 1 ทศวรรษ อีกทั้งมันเป็นการปิดตำนานทีมระดับตำนานที่มีแฟนบอลเหนียวแน่นอย่าง ศรีสะเกษ เอฟซี ลงไปด้วย โดยในบทความนี้จะมาสรุปและกล่าวถึงตัวแปรที่ชี้ชัดผลแพ้ชนะในคดีนี้ให้กระจ่าง

      ย้อนกลับไปในปี 2009 หลังจากสมาคมฟุตบอลได้กำหนดนโยบาย 1 สโมสร 1 จังหวัด เพื่อสร้างลีกระดับภูมิภาคขึ้นมา ก็ได้มีการกำหนดเพิ่มเติมเพื่อผลักดันให้สโมสรฟุตบอลมีความเป็นมืออาชีพ ด้วยการจดทะเบียนเป็นนิติบุคคล ซึ่งสโมสรฟุตบอลศรีสะเกษ เอฟซี ได้จดทะเบียนในชื่อ “บริษัท สโมสรฟุตบอลศรีสะเกษ จำกัด” โดยมีหุ้นส่วน 3 คน ได้แก่ ธเนศ เครือรัตน์ (ประธานสโมสร), สรศาสตร์ ศรีธัญรัตน์ (ผู้จัดการทีม) และ สมบัติ เกียรติสุรนนท์ (ฝ่ายสิทธิประโยชน์)

      กระทั่งในปี 2012 ปัญหาได้เกิดขึ้นเมื่อ สรศาสตร์ ศรีธัญรัตน์ (ผู้จัดการทีม) และ สมบัติ เกียรติสุรนนท์ (ฝ่ายสิทธิประโยชน์) มีความพยายามจะโยกย้ายทีมไปอยู่จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งไม่มิอาจทราบได้ว่าเป็นเพราะเหตุใด แต่หากว่ากันตามเอกสารแล้วสามารถทำได้ เพราะความประสงค์ 2 ใน 3 ของถือหุ้น อีกทั้งในนามของบริษัทก็สามารถโยกย้ายไปที่ไหนก็ได้ กระนั้นในแง่มุมของแฟนบอล ย่อมเสียความรู้สึกและเสมือนถูกพรากของรักไป

ทำให้กระแสต่อต้านจากแฟนบอลกูปรีเกิดขึ้นและสาปส่งความโกรธแค้นไปยัง 2 ผู้บริหาร ที่หักหาญน้ำใจกันแบบนี้ ส่วนทางฝั่ง ธเนศ เครือรัตน์ (ประธานสโมสร) ได้รับแรงสนับสนุนจากแฟนบอลมีอย่างเต็มเปี่ยม จากนั้นในปี 2013 สมาคมได้แต่งตั้ง ถิรชัย วุฒิธรรม ขึ้นมาเป็นกรรมการพิเศษ แล้วได้ตัดสินให้สิทธิ์การทำทีมกลับไปอยู่ในมือ ศรีสะเกษ พร้อมกับความดีใจของแฟนบอลกูปรี แต่อย่างไรเสียเรื่องราวมันไม่จบ เพราะ อีสาน ยูไนเต็ด ได้ยื่นเรื่องฟ้องศาลเพื่อเรียกร้องความเป็นธรรม    

การตัดสินในชั้นศาลเมื่อปี 2016 อีสาน ยูไนเต็ด เป็นฝ่ายชนะคดี แต่ทางฝั่ง ธเนศ เครือรัตน์ ไม่ยอมแพ้ จึงทำได้ทำการยื่นอุทธรณ์ กระทั่งเมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม ที่ผ่านมา ศาลปกครองสูงสุดชี้ขาดในคดีนี้ด้วยการยืนตามคำพิพากษาเดิม นั่นจึงทำให้สิทธิ์และการชดเชยต้องกลับไปอยู่ในมือของ อีสาน ยูไนเต็ด ซึ่งถ้าหากว่ากันตามประมวลกฎหมาย คนเสียงข้างมากมีความได้เปรียบ แต่ในแง่ของอารมณ์และความรู้สึกของแฟนบอล ย่อมเสียใจและสาปส่งถึง 2 ผู้บริหารที่พรากทีมไปจากถิ่นศรีนครลำดวน

ส่วนหลังจากนี้ อีสาน ยูไนเต็ด จะได้ลงเล่น T1 (ตามสิทธิ์ที่ถูกริบไป) หรือ T3 (สิทธิ์ในปัจจุบัน) ก็คงต้องขึ้นกับการตีความจากฝ่ายกฎหมายของสมาคมฟุตบอล ซึ่งหากการตีความออกว่าต้องเล่น T1 ก็คงเป็นอะไรที่วุ่นวายมิใช่น้อย สุดท้ายสำหรับแฟนบอลทั่วๆไป ศรีสะเกษ อาจไม่ใช่ทีมชั้นนำของประเทศ แต่ในแง่ของปรากฏการณ์กองทัพสีส้มที่แน่นขนัดทุกครั้งยามออกไปเยือน จะเป็นสิ่งที่ติดตาพวกเราตลอดไป

ติดตามความ Sport ในทุกสัปดาห์ได้ที่ tarutaofc.com

FB : Sport lover

Categories
Sport

“โอกาสรอดยังมี”

ปราการ ไม่ยอมจำนน เชือด ขอนแก่น 2-1 ลุ้นหนีตายนัดสุดท้าย

ศึกฟุตบอลรีโว่ไทยลีก นัดที่ 29 หรือนัดรองสุดท้าย ณ สนาม กกท บางพลี สมุทรปราการ ซิตี้ ที่พึ่งคว้าชัยชนะนั้นสำคัญมาจะต้องพบกับ ขอนแก่น ยูไนเต็ด ที่สถานการณ์ลอยลำและเน้นทำอันดับให้สูงที่สุดเท่านั้น สำหรับผังการเล่นของทั้ง 2 ทีมเจ้าบ้านใช้ระบบ 4-4-2 ส่วนทีมเยือนมาในระบบ 3-5-2

การแข่งขันเริ่มต้นขึ้น ขอนแก่น มีโอกาสก่อน แต่ถูกแนวรับเจ้าบ้านสกัดไว้ได้ทันควัน จากนั้นพอเป็นโอกาสของ สมุทรปราการ บ้าง พวกเขาคว้าโอกาสขึ้นนำ 1-0 โดยในจังหวะนี้เป็นการวางบอลข้ามไลน์กองหลัง โรซ่า สปีดหลุดกับดักล้ำหน้าไปรับบอล แต่ถูกผู้รักษาประตูและแนวรับทีมเยือนประกบชิด ซึ่งต้องชมไหวพริบที่เลือกไหลย้อนให้ ชญาวัต ยิงแหวกแนวรับเข้าไป หลังจากนั้น ขอนแก่น พยายามเจาะ แต่เมื่อต้องเจอการรับต่ำ ก็สร้างโอกาสไม่ได้เลย ขณะที่ สมุทรปราการ การโต้กลับเร็วไม่มีความลงตัว สุดท้ายมักลงเอยด้วยการต่อบอลแบบมากจังหวะและต้องหาช่องยิงเพื่อไม่ให้โดนสวนคืน

ครึ่งหลังเริ่มไปได้แค่ 4 นาที สมุทรปราการ ทิ้งห่าง 2-0 ด้วยวิธีวางบอลข้ามไลน์กองหลังแบบครึ่งลูกแรก แต่ในคราวนี้ โรซ่า ได้หลุดและยิงเอง จากนั้นยังเป็นเขี้ยวสมุทรที่ดูดีกว่ากับการพาบอลเข้าไปป่วนในแดนคู่แข่ง กระนั้นมันก็แค่ป่วนและไม่โอกาสเหน่งๆเลย ตรงข้ามกับลูกยิงฟรีคลิกที่ยังดูอันตรายกว่าเป็นกอง กระทั่งท้ายเกม ขอนแก่น มาได้ลูกตีตื้น 2-1 จากการจ่ายแทงให้ เมโล่ หลุดกับดักล้ำหน้าเข้าไปยิง ก่อนเกมจะจบด้วยสกอร์ดังกล่าว

บทสรุปจากเกม สมุทรปราการ ซิตี้ เตรียมแผนการจู่โจมแบบไดเรคมา ด้วยการวางบอลข้ามไลน์กองหลังคู่แข่ง แล้วได้ผลกับการยิง 2 ประตู กลับกันถ้าแผนที่วางมาไม่ได้ผล เขี้ยวสมุทรอาจเผชิญต่อความยากลำบากและอาจไม่ชนะในเกมนี้ก็ได้ ส่วนเกมรับต้องชื่นชมที่ช่วยกันปิดพื้นที่ไม่ให้ตัวอันตรายของฝั่งตรงข้ามได้เล่นง่ายๆ

แม้สุดท้ายจะโดนยิงช่วงท้ายเกม กระนั้นตอนนี้ไม่มีอะไรจะเสีย นอกเสียจากคว้าชัยนัดสุดท้ายและรอผลคู่อื่นเพื่อหวังอยู่รอด ขณะที่ ขอนแก่น ยูไนเต็ด ความกดดันและมุ่งมั่นมีน้อยกว่าเจ้าบ้าน ทำให้การเล่นมีความละเอียดน้อยไปในบางจังหวะ กระทั่งมีผลต่อการเสียประตูเพราะเช็คล้ำหน้าพลาด ทำให้ผลพวงที่ตามมา คือ แผงเกมรุกเจองานลำบากทันที กับการเจอแนวรับยืนขวางเต็มพื้นที่จนไม่สามารถใช้เกมสวนกลับอย่างที่ถนัดได้

ติดตามความ Sport ในทุกสัปดาห์ได้ที่ tarutaofc.com

FB : Sport lover